เรียนฟรี การศึกษา
dot dot
dot
เข้าสู่ระบบ
อีเมล:
รหัสผ่าน:
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
dot


  [Help]
dot
dot
dot
dot
dot
bulletเว็บไซต์สำเร็จรูป
bulletจดโดเมนเนม
bulletเว็บซื้อขาย
dot

dot
dot
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน


เอสซีฮอลิเดย์
Indochina Explorer
เกตเวย์อินโดไชน่า
สยามนครเดินรถ
ออกแบบเว็บไซต์
ดำน้ำ เกาะทะลุ ตกหมึก ที่พัก จ.ประจวบ
ทัวร์ต่างประเทศ กับ ซันมูนทัวร์
ThaiBestJobs.Com | แหล่งหางานทั่วประเทศไทย :: หางาน ค้นหางาน สมัครงาน ประกาศงาน
กล้องวงจรปิด ขายส่งกล้องวงจรปิด รับติดตั้งกล้องวงจรปิด


เรียนฟรี 15 ปี ???

การประกาศผลโอเน็ตสำหรับนักเรียนชั้น ม.6 ที่ตามมา ก็น่ากังวลใจพอกัน ค่าเฉลี่ยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าร้อยละ 50 โดยที่ปี 2552 เด็กไทยที่จบชั้น ม.6 ได้คะแนนโอเน็ตเฉลี่ยใน 5 วิชาหลัก คือ ภาษาไทยร้อยละ 49.0 สังคมศึกษาร้อยละ 34.7 คณิตศาสตร์ร้อยละ 30.3 ภาษาอังกฤษร้อยละ 32.1 วิทยาศาสตร์ร้อยละ 34.3

กระทรวงศึกษาธิการคงต้องทำการวิจัยสักเล็กน้อยว่า คะแนนเหล่านี้แยกตามกลุ่มโรงเรียน เขตพื้นที่เมือง/ชนบท ต่างกันอย่างไร เพื่อเตรียมตัวแก้ปัญหาในอนาคต

ผู้เขียนในฐานะผู้สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยมา 30 ปีแล้ว ก็มีความรู้สึกว่านักศึกษาในรุ่นหลังๆ มีความรู้พื้นฐานอ่อนลงตามลำดับ ลองเช็คกับเพื่อนอาจารย์ด้วยกันทั้งใน กทม.และในต่างจังหวัด หลายคนก็มีประสบการณ์คล้ายกัน

ผู้เชี่ยวชาญในวงการหลายคนให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการสอบไว้หลายมิติด้วยกัน บ้างก็ว่าครูเก่งๆ แย่งกันเออร์ลี่รีไทร์ไปหมด ครูผู้สอนสอนไม่ตรงกับวุฒิที่ตัวเองจบ ทั้งครูและตำราไม่มีคุณภาพ กระบวนการผลิตครู (ก็คือมหาวิทยาลัย) และการพัฒนาครูมีปัญหา

บ้างก็ว่าเราเน้นการลงทุนด้านวัตถุมากเกินไป เช่น เน้นที่ตึก ที่คอมพิวเตอร์ เน้นระบบอี-เลิร์นนิ่งมากกว่าเน้นวิธีการสอนและเนื้อหาสาระ ระบบการวัดผลครูเน้นงานกระดาษเพื่อเสนอผลงานของครูมากกว่าจะเน้นที่ความรู้ของลูกศิษย์

การปฏิรูปการศึกษาทำให้ครูเข้าสู่เงินเดือนและวิทยฐานะใหม่ แต่ไร้ประสิทธิผลในด้านความรู้ของนักเรียน

ผู้เขียนอยากจะเสนอว่า ถ้ามองในแง่บวก ความสัมฤทธิผลเฉลี่ยที่ต่ำลงอาจเกิดจากปรากฏการณ์ที่ผู้เขียนเรียกว่าฐานพีระมิดเข้าสู่ระบบการศึกษา คือ ลูกหลานรากหญ้าของเราเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น เนื่องจากระบบการศึกษาขยายไปในพื้นที่ห่างไกลย่อมมีความพร้อมน้อยกว่า ดังนั้น การขยายตัวย่อมทำให้ผลสัมฤทธิ์โดยเฉลี่ยต่ำลง นโยบายประชานิยมล่าสุดให้เรียนฟรี 15 ปี (ซึ่งเป็นนโยบายที่ดี) ก็จะทำให้ฐานพีระมิดเข้ามามากยิ่งขึ้น

ระบบการศึกษาที่ต้องรองรับคนที่มาจากภูมิภาคต่างกัน วัฒนธรรมท้องถิ่นต่างกัน จะต้องเป็นอย่างไร แน่นอนว่าระบบการศึกษาคงต้องออกแบบมาให้สามารถรองรับความหลากหลายในระดับท้องถิ่น แต่สามารถคัดหางเสือให้เด็กที่มาจากสิ่งแวดล้อมต่างกัน ในที่สุดแล้วต้องมีโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เท่าเทียมกัน

ในขณะที่กรุงเทพฯเจริญสุดสุด ซื้อรถเมล์ทีละหมื่นๆ ล้าน เด็กในชนบทจำนวนมากไม่เคยเห็นแบงก์พัน

แล้วเราจะต้องพัฒนาเด็กเหล่านี้อย่างไร

เพื่อให้มีโอกาสเท่าเทียมกันในวันข้างหน้า เราจะต้องออกแบบการศึกษาให้ต่างไปจากปัจจุบันอย่างไร

การสร้างศักยภาพในการเรียนรู้และตัดสินใจบนฐานข้อมูลน่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญ

ดังนั้น จึงต้องมีการวางรากฐานที่สำคัญตั้งแต่แรกเริ่ม การเรียนฟรีที่ดีจะต้องได้คุณภาพอีกด้วย

อย่าให้การเรียนฟรีเป็นแค่นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น

การอบรมบ่มเพาะกุลบุตรกุลสตรีจากรากหญ้าให้เข้าสู่มาตรฐานศึกษาสากล (ในเอกลักษณ์ไทย) ไม่ใช่จะสอนกันแค่แคลคูลัส หรือภาษาอังกฤษตามตำราเท่านั้น แต่ต้องปูพื้นฐานมารยาทหลายๆ อย่างเพื่อให้ไปสมาคมในโลกกว้างได้

ในประเทศสิงคโปร์ต้องสอนมารยาทบนโต๊ะอาหารด้วย โรงเรียนไทยสอนลีลาศสากล สอนภาษาต่างประเทศในโรงเรียน แต่ปล่อยให้เด็กไปซื้ออาหารในโรงอาหาร แย่งกันกินแย่งกันซื้อกันเจี๊ยวจ๊าว ไม่ได้ทั้งมารยาทการกินและมารยาทการคอย

ซึ่งที่จริงแล้วหลายเรื่องที่ควรจะสอนในโรงเรียน เช่น มารยาทการเข้าแถว (แบบธนาคาร) มารยาทบนโต๊ะอาหาร มารยาทการใช้ห้องน้ำเมื่อใช้ร่วมกันระหว่างชายหญิง มารยาทการนั่งรถ มารยาทการกด ATM ฯลฯ ควรเริ่มในโรงเรียนประถมด้วยซ้ำ ไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นประเด็นความน้อยเนื้อต่ำใจระหว่างชนชั้นเหมือนที่แสดงออกในละครน้ำเน่าของไทย เช่น นางเอกสาวลูกทุ่งถูกนางร้าย (ที่เป็นคนรวย) ดูถูกว่าใช้มีดใช้ส้อมไม่เป็น

ปัญหาก็คือ ผู้ออกแบบการศึกษาเป็นชนชั้นกลางที่คิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่ต้องสอนเพราะเป็นสามัญสำนึก แท้ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นทักษะในการดำรงชีวิตต่างหาก

ดังนั้น คำถามใหญ่ก็คือ เด็กไทยจะได้อะไรจากการศึกษาฟรี และสังคมไทยจะได้อะไร แน่นอน ท้ายที่สุดแล้วระบบการศึกษาที่ดีต้องผลิตคนที่คิดเป็น แก้ปัญหาได้ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม และมีความพร้อมที่จะเข้าสู่โลกกว้าง (ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความไร้ซึ่งธรรมาภิบาลและอุปสรรคอีกด้วย ฯลฯ)

แต่การศึกษาเดี๋ยวนี้เป็นการศึกษาที่สาละวันเตี้ยลง เพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่านบ่นว่า ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยยิ่งมาทำให้เด็กหนุ่มสาวกลายเป็นทารก แทนที่จะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทุกวันนี้ทุกมหาวิทยาลัยต้องให้ผู้ปกครองไปปฐมนิเทศ สมัยก่อนผู้เขียนต้องจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง บางมหาวิทยาลัยแทบจะมีสมาคมผู้ปกครองกันแล้ว ในขณะที่ที่อื่นๆ ถือว่าอายุขนาดนี้ต้องหัดให้รู้จักรับผิดชอบชีวิตตนเองแล้ว สมัยนางนาคพระโขนงอายุขนาดนี้ผู้หญิงก็มีลูกไป 2 คนแล้ว แต่มหาวิทยาลัยยังให้ผู้ปกครอง (รวมทั้งนายกฯ) มาปฐมนิเทศกันอยู่

นี่โชคดีนะที่เรียนฟรีแค่ 15 ปี ถ้าให้เรียนฟรีมากกว่านี้ เราคงได้เห็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยหอบหิ้วขวดนมส่วนตัวไปรับปริญญาด้วย!!

 

ที่มา http://imeduthai.blogspot.com/




สาระดีๆ จากสัพเพเหระ

วัดล้านขวด
เรื่องเล่าจากในวัง อ่านกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ
ภาพดีดีกับความหมายโดนๆ
7สถานที่ขอแต่งงานสุดแสนโรแมนติก
10 อันดับกลุ่มเมฆที่หาดูยาก
ข้อห้ามปฏิบัติเวลาไปต่างแดน article
ขับถ่าย...ลดกลิ่นกาย
สรุปเรื่อง tenses ง๊าย...ง่าย article
วิธีคลายเครียด



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ที่อยู่ :  เลขที่ 65/618 ซ.เอกชัย 80/2 เขต :  บางบอน แขวง : บางบอน
จังหวัด :กรุงเทพฯ     รหัสไปรษณีย์ : 10150
มือถือ :  081-819-6402,091-887-2149,081-870-6343
อีเมล : subpayhera@hotmail.com
เว็บไซต์ : www.subpayhera.com